ระบบโซลาร์เซลล์มีกี่แบบ มาทำความรู้จักระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Roof) ก่อนติดตั้ง | Atmoce ประเทศไทย
ในยุคที่ค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดอย่างพลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือการวางแผนการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ คำถามสำคัญในอันดับแรก ๆ ที่หลายคนสงสัยก็คงจะหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "ระบบโซลาร์เซลล์มีกี่แบบ?" ซึ่งก็หมายความครอบคลุมระบบการทำผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งระบบ นับตั้งแต่การติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือที่เรียกว่า โซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop)

ระบบโซลาร์เซลล์มีกี่แบบ?
โดยทั่วไปแล้ว ระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน รวมถึงธุรกิจขนาดย่อม จะแบ่งได้เป็น 3 ระบบ ดังนี้
1. ระบบออนกริด (On-Grid)
โซลาร์เซลล์ระบบออนกริด คือ ระบบที่มีการเชื่อมต่อกับสายส่งจากการไฟฟ้า ทำให้สามารถใช้ได้ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และไฟฟ้าจากการไฟฟ้า
การทำงานของระบบนี้ นอกจากจะผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์แล้ว ก็ยังสามารถใช้ไฟจากการไฟฟ้าควบคู่กันไป โดยในเวลากลางวันที่แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์จะถูกนำมาใช้งานก่อน ส่วนในเวลากลางคืนหรือช่วงที่โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ ระบบจึงจะดึงไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาใช้
ข้อดี
-
เป็นระบบที่มีราคาโซลาร์เซลล์เริ่มต้นถูกที่สุด
-
เหมาะกับบ้าน กิจการ ที่มีการใช้พลังงานในช่วงกลางวันเป็นหลัก
-
ไม่ต้องกังวลเรื่องไฟไม่พอ เพราะมีไฟจากการไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานอีกแหล่งตลอดเวลา
-
หากผลิตไฟได้เกินความต้องการ สามารถทำสัญญาขายไฟคืนให้กับการไฟฟ้าได้
ข้อเสีย
-
หากระบบของการไฟฟ้าล่ม ระบบโซลาร์ รูฟท็อปจะหยุดทำงานไปด้วย เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่มาซ่อมบำรุงสายส่ง
ข้อควรรู้
-
ต้องมีการขออนุญาตติดตั้งจากการไฟฟ้าก่อน จึงจะติดตั้งได้
-
การเชื่อมต่อระบบออนกริดต้องเป็นไปตามที่การไฟฟ้ากำหนด ซึ่งอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
2. ระบบออฟกริด (Off-Grid)
ระบบนี้เป็นระบบไฟฟ้าแบบสแตนด์อโลน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้า
โดยในตอนกลางวันเมื่อแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้จะถูกส่งไปเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่ก่อน จนเมื่อต้องการใช้งาน ระบบจะดึงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้ จึงเหมาะบ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่การไฟฟ้าเข้าไม่ถึง
ข้อดี
-
มีไฟฟ้าใช้ในทุกสถานการณ์ แม้ในช่วงที่ไฟฟ้าดับ หรือในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง
-
ไม่ต้องเสียค่าไฟรายเดือนให้กับการไฟฟ้า
ข้อเสีย
-
ต้นทุนสูง เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะอยู่ที่แบตเตอรี่ซึ่งมีราคาสูงและมีอายุการใช้งานจำกัด
-
มีค่าใช้จ่ายในการดูแลและเปลี่ยนแบตเตอรี่
-
หากใช้ไฟฟ้าเกินกว่าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ หรือช่วงที่ไม่มีแดดติดต่อกันหลายวัน อาจทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ได้
3. ระบบไฮบริด (Hybrid System)
เป็นระบบที่รวมข้อดีของระบบ On-Grid และ Off-Grid เข้าไว้ด้วยกัน คือสามารถใช้ได้ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์จากการผลิตของแผงโซลาร์เซลล์ จากแบตเตอรี่ และ ไฟฟ้าจากการไฟฟ้า
ด้วยระบบไฮบริดจะมีการเชื่อมต่อกับการไฟฟ้าเหมือนระบบออนกริด ในขณะเดียวกันก็มีแบตเตอรี่สำหรับสำรองไฟฟ้าเหมือนระบบออฟกริด ทำให้ในตอนกลางวันระบบจะนำไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์ รูฟท็อปไปใช้งานในบ้าน ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ส่วนในเวลากลางคืน ระบบก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ก่อน หากไม่เพียงพอจึงจะดึงไฟจากการไฟฟ้ามาใช้
ข้อดี
-
มีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในช่วงไฟจากการไฟฟ้าดับก็ยังดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ได้
-
ประหยัดค่าไฟสูงสุด เพราะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าได้มากที่สุด
-
บริหารจัดการพลังงานได้ เช่น กำหนดให้ใช้ไฟจากโซลาร์ รูฟท็อปและแบตเตอรี่ก่อน หรือกำหนดให้มีการสำรองไฟในแบตเตอรี่ในช่วงเวลาใดก็ได้
ข้อเสีย
-
ลงทุนสูง ด้วยการที่ต้องมีทั้งอุปกรณ์โซลาร์ รูฟท็อป อุปกรณ์เชื่อมต่อกริด และแบตเตอรี่ ทำให้ราคาโซลาร์เซลล์ของระบบนี้สูงกว่าระบบอื่น
ข้อควรรู้
-
ต้องมีการขออนุญาตติดตั้งจากการไฟฟ้าก่อน จึงจะติดตั้งได้
-
การเชื่อมต่อระบบออนกริดต้องเป็นไปตามที่การไฟฟ้ากำหนดเช่นกันกับแบบออนกริด
เลือกประเภทของอินเวอร์เตอร์ที่จะติดตั้งร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์
อินเวอร์เตอร์ คืออุปกรณ์แปลงไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ให้เป็นกระแสสลับ (AC) ที่ใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งมี 2 ประเภท ได้แก่
-
สตริง อินเวอร์เตอร์ (String Inverter) เป็นอุปกรณ์ 1 ตัวที่เชื่อมต่อกับแผงโซลาร์เซลล์ทุกแผง ข้อดีคือควบคุมดูแลเพียงจุดเดียว ดูแลง่าย แต่หากแผงใดแผงหนึ่งเกิดเงาบังหรือเสียหายหรืออินเวอร์เตอร์มีปัญหา ทั้งระบบก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
-
ไมโครอินเวอร์เตอร์ (Microinverter)
เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับแผงโซลาร์เซลล์แบบ 1:1 ข้อดีคือ อินเวอร์เตอร์จะถูกติดตั้งเป็นรายแผง ทำให้ทำงานแยกกันแบบอิสระ ถึงแม้มีแผงที่มีเงาบังแสง หรือมีอินเวอร์เตอร์บางตัวเสียหาย ก็ไม่กระทบการทำงานของแผงอื่น อีกทั้งไมโครอินเวอร์เตอร์ยังมาพร้อมกับระบบ Rapid Shutdown ในตัว ไม่ต้องติดตั้งแยกเพิ่มเติม
เมื่อคุณรู้แล้วว่าระบบโซลาร์เซลล์มีกี่แบบ และตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใช้อินเวอร์เตอร์ระบบไหน การเลือกแบรนด์สินค้าที่มีมาตรฐานมั่นใจได้ คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน

ATMOCE (แอทโมซ)
คือแบรนด์ไมโครอินเวอร์เตอร์จากเยอรมัน พร้อมผลิตภัณฑ์โซลาร์ รูฟท็อป ครบครัน เพื่อให้การใช้งานพลังงานแสงอาทิตย์เป็นความคุ้มค่าเพื่ออนาคตสำหรับคุณ
หากต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ ATMOCE สามารถติดต่อเราได้เเลย















